วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับพิษจากแมลงที่มีเหล็กใน


กรณีที่ผู้ป่วยมีประวัติความไวต่อพิษของแมลง ซึ่งจะมีอาการบวมทันทีตรงบริเวณที่ถูกต่อยหรือมีอาการหายใจลำบาก ให้รีบทำการปฐมพยาบาล ดังนี้
  1. ใช้ผ้าหรือสายยางแบนๆ หรือเชือกรัดเหนือบาดแผลที่ถูกแมลงต่อยประมาณ 5-10 เซนติเมตร โดยรัดให้แน่นแต่สามารถสอดนิ้วมือเข้าไปได้และสามารถจับชีพจรส่วนปลายนั้นได้ และคลายผ้าที่รัดไว้ทุก 15 นาที ระยะเวลาที่คลายผ้านานประมาณ 0.5-1 นาที เพื่อลดการแพร่กระจายของพิษ
  2. เอาเหล็กในออก โดยใช้วัตถุที่มีรูตรงกลาง เช่น ลูกกุญแจ ปลายปากกาลูกลื่นชนิดกด วางให้รูอยู่ตรงกลางบริเวณเหล็กใน กดให้เหล็กในโผล่ออกมาแล้วค่อยๆดึงเหล็กในออก ห้ามบีบเค้น เพราะจะทำให้ถุงน้ำพิษที่อยู่บริเวณเหล็กไนแตก และทำให้ร่างกายได้รับพิษมากขึ้น หรือใช้สกอตเทป (Scotch tape) ปิดทาบบริเวณที่ถูกต่อย แล้วดึงสกอตเทปออก เหล็กในจะติดออกมาด้วย
  3. ถ้าผู้ป่วยมีภาวะหยุดหายใจให้รีบช่วยหายใจโดยการผายปอด และถ้าหัวใจหยุดเต้นให้รีบทำการนวดหัวใจทันที
  4. รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที
กรณีที่ผู้ป่วยไม่มีประวัติมีความไวต่อพิษของแมลงและถูกแมลงต่อยไม่มาก
  1. เอาเหล็กในออกตามวิธีดังกล่าวข้างต้น
  2. ล้างทำความสะอาดบริเวณที่ถูกแมลงต่อยด้วยน้ำและสบู่
  3. ประคบเย็นโดยการวางถุงน้ำแข็งบนตำแหน่งที่แมลงต่อยเพื่อลดอาการบวมและลดการดูดซึมพิษเข้าสู่ร่างกาย
  4. ทาบริเวณที่ถูกแมลงต่อยด้วยน้ำยาแอมโมเนียหอมเพราะพิษของแมลงเหล่านี้มีฤทธิ์เป็นกรด หรือทาด้วยครีมแก้พิษพวกแอนติฮิสตามีน หรือคาลามายด์โลชั่น
  5. ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม จำนวน 2 เม็ด เมื่อมีอาการปวด
ถ้าแมลงต่อยในปาก ให้ผู้ป่วยบ้วนปากด้วยน้ำยาโซเดียมไบคาร์บอเนต (โซดาไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมในน้ำ 1 แก้ว) แล้วให้อมก้อนน้ำแข็ง แล้วรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เดินป่าอย่างปลอดภัยทำยังไงเมื่อหลงป่า




ผู้มีประสบการณ์ในการเดินป่า และท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ  บอกว่า เริ่มตั้งแต่ก่อนเดินป่า จำเป็นต้องศึกษาลักษณะของป่า เพื่อเตรียมสัมภาระต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม  ซึ่งสิ่งที่ควรมีติดประเป๋าไว้ นอกจากอาหารเล็กๆ น้อยๆ คือ ไฟฉาย ไฟแช็ค
 เข็มทิศ แผนที่ เชือก นกหวีด แผ่นผ้าหรือพลาสติกสีสะท้อนแสง ยารักษาแมลงกัดต่อย ยาแก้ปวดแก้ไข้ และยาใส่แผลสด เป็นต้น
เริ่มเดินป่า สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว
เมื่อไปถึงป่า ควรพยายามสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว ที่มีความโดดเด่นมากกว่าต้นไม้ใหญ่ เพราะหากพลัดหลงกับเพื่อนขึ้นมา จะช่วยให้เราหาทางกลับได้ง่ายขึ้น  แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือ ตะโกนหากัน  ทางที่ดีควรจะใช้กิ่งไม้หรือท่อนไม้ เคาะต้นไม้ที่สูงๆ เข้าไว้  ยิ่งสูงยิ่งดี เพื่อให้เสียงสะท้อนไปได้ไกลกว่า ซึ่งจะทำให้บอกตำแหน่งที่เราอยู่ได้ถูกต้อง เพื่อนๆ ก็จะตามหาเราได้ง่ายขึ้น และเมื่อมั่นใจแล้วว่าหลงป่า สิ่งสำคัญคือ  ให้หยุดอยู่กับที่ก่อน ตั้งสติ แล้วพยายามเคลื่อนไหวจากจุดเดิมให้น้อยที่สุด หากไม่มีทางเดิน อย่าพยายามหาทางเดินกลับเอง เพราะจะทำให้เราหลงลึกยิ่งขึ้น หากจำเป็นต้องเคลื่อนที่ ให้ทำเครื่องหมายทิ้งไว้เป็นระยะ โดยการหาผ้าสีสดๆ ฉีกและผูกกับกิ่งไม้  หักกิ่งไม้ ขูดต้นไม้เป็นเครื่องหมายนำทางก็ได้
สร้างที่พักอย่างง่าย ลดใช้พลังงาน
หากฝนตกใกล้พลบค่ำ และแน่ใจว่า ไม่มีใครมาช่วยเราแล้วในวันนี้ ให้หาที่พักกำบังอย่างง่าย  ไม่จำเป็นต้องสร้างอย่างแน่นหนา อาจใช้ใบไม้และกิ่งไม้วางประสานกำบังลม ฝน และอันตรายในตอนกลางคืน อย่าเสียพลังงานสร้างที่พักขนาดใหญ่ พยายามหาที่พักที่อยู่ในที่โล่งแดดส่องถึง และมองหาได้ง่ายจากทางอากาศ
ขณะเดียวกัน พยายามรักษาอุณหภูมิร่างกายไม่ให้ร้อน หรือหนาวเกินไป และเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด เพื่อร่างกายจะได้เก็บสะสมไขมัน และใช้นำมาใช้ตอนอดอาหารจริงๆ ซึ่งเมื่อหาที่กำบังได้แล้ว ระหว่างนั้นควรมีการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือด้วยหากทำได้  ให้ก่อกองไฟโดยสุมใบไม้สด จะทำให้ได้ควันสีขาว  เห็นได้ไกลหลายกิโลเมตร
ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังมีคำแนะนำการก่อกองไฟ ถ้าทำได้ให้ก่อ 3 กองเป็น 3 เหลี่ยม หรือเป็นแนวยาว ซึ่งเป็นเครื่องหมายสากล  ว่าต้องการความช่วยเหลือหรือ เคาะกิ่งไม้ หิน กับต้นไม้จะทำให้ได้เสียงดังกังวาน อย่าพยายามตะโกน  เพราะจะทำให้เสียแรงมากขึ้น และหิวน้ำเร็วขึ้น ซึ่งถ้าเป็นช่วงกลางวัน อาจใช้สิ่งของที่สะท้อนแสงได้ดี  เช่น เลนส์กล้อง แว่นตากันแดด เสื้อผ้า แขวนไว้ในที่สูง และแสงแดดส่องถึง มันจะแกว่งไปมา และสังเกตได้ง่าย
ทั้งนี้เพื่อเป็นสัญญาณ ให้ผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือ  ทราบถึงจุดที่หลงป่า และย้ำว่า หากจะเดินไปไหน ก็ควรทำสัญลักษณ์ตามต้นไม้หรือโขดหิน เพื่อไม่ให้หลงไปไกลกว่าเดิม  ทั้งนี้อาจเดินเลียบริมลำธารไปตามทางน้ำไหล ไปยังจุดปลายน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน จะได้ขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในหมู่บ้านได้
ระวังอาหารในป่า ไม่สะอาด อย่ากิน
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้มีประสบการณ์ย้ำเตือน คือ ห้ามดื่มน้ำ  หรือกินอาหารที่ไม่สะอาด เราอาจเคยเห็นรายการทีวีของนักเอาตัวรอดฝรั่งชื่อดัง  ที่มักจะจับสัตว์กินเป็นอาหารสดๆ หรือดื่มน้ำจากบ่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก หากเราติดเชื้อในระบบลำไส้ จากแบคทีเรียนับล้านๆ ในอาหารไม่สะอาดเพียง 1 คำ หรือน้ำเพียง 1 อึก อาจทำให้เราเสียน้ำจากท้องร่วงรุนแรง ถึงตายได้ภายใน 48 ชม.
สติ กำลังใจ ช่วยเอาตัวรอดเมื่อหลงป่า
บางทียอมอดอาหารยังจะดีกว่า เพราะร่างกายมนุษย์สามารถอยู่รอดได้หลายวัน  โดยไม่มีอาหาร  ทางที่ดี ถ้าก่อไฟได้ ควรต้มน้ำ หรือทำอาหารที่จับมาได้ให้สุกทั้งหมดก่อนกิน เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย สุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุดในขณะหลงป่า คือ กำลังใจ พยายามกลบความกลัว ด้วยการนึกถึงแต่สิ่งดีๆ คิดถึงคนที่บ้าน และมีสติ พร้อมเชื่อมั่นว่า  จะต้องรอดกลับไปเจอคนที่เรารักให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมา มีสถิติกล่าวไว้ว่า ใน 72 ชม. คนที่หลงป่าจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ได้รับอันตราย เพราะฉะนั้น วิธีการทั้งหมดนี้ จะช่วยให้เอาตัวรอดไปได้จนกว่าจะมีคนมาช่วยเหลือ

รู้ใว้ก่อนไปป่า


รู้ใว้ก่อนไปป่า

เห็บที่พบในป่ามี 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ เห็บแข็ง (Ticks) ส่วนใหญ่จะเรียกว่า เห็บกวาง จะตัวใหญ่คล้ายๆเห็บหมา กับ เห็บลม หรือแมงแดงตัวเล็กๆเหมือนไร ทางแพทย์เรียกว่าไรอ่อน(Chigger) หรือไรแดง ตัวเล็กกว่าเห็บทั่วไป พบเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวมีเยอะเป็นพิเศษ อาศัยตามพื้น หรือ ปีนขึ้นมาตามใบหญ้า รอสัตว์เดินผ่านมาก็อาศัยเกาะ ที่ใดมีสัตว์ ที่นั่นมีเห็บ
          เห็บลม เป็นสัตว์ตัวเล็กๆขนาดประมาณหัวเข็มหมุดเห็บชนิดนี้จึงสามารถลอยไปตามกระแส ลมได้ โดยทั่วไปแล้วพบได้ในฤดูแล้งในเขตป่า ในเขตอุทยานแห่งชาติ เห็บลมเป็นสัตว์ที่กินเลือดสัตว์อื่นเช่น กวาง เก้ง เมื่อคนเราไปเดินในป่า อาจถูกเห็บลมกัด อาการเมื่อถูกกัดเห็บลมจะเกาะติดอยู่ที่ผิวหนังโดยเราไม่รู้ตัว เป็น 3-4 วัน บางคนที่มีอาการแพ้อาจเป็นไข้ทุกวัน รอบๆบริเวณที่ถูกกัดเป็นผื่นแดงเจ็บคัน เราควรสำรวจร่างกายทุกครั้งเมื่อกลับออกจากป่า หรือกลับจากไปเที่ยวตามสวนสัตว์เปิดทั่วไป
การป้องกัน ให้ใช้ ยาฆ่าเห็บหมาที่มี permethrin 1.0% มาใช้แทน เช่น chainguard เพราะเขียนว่าออกแบบมาให้ฉีดกับเสื้อผ้าเครื่องใช้ ไม่ใช่ให้ติดกับขนสัตว์ และ เวลาฉีดจะเป็นฝอยกระจายไปทั่วกว่า หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตและ pet shop แต่จะใช้ฉีดตามเสื้อผ้าเท่านั้น ไม่ให้ถูกตัว โดยฉีดให้ทั่วกางเกงและรองเท้า ส่วนเสื้อโดยเฉพาะตรงแขนเสื้อ และถุงมือ ควรฉีดด้วย เพราะถึงแม้วว่าเห็บส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามพื้น แต่มีส่วนหนึ่งขึ้นมาอยู่บนใบหญ้า มีส่วนน้อยที่จะอยู่สูงกว่าเอวเช่นพวกที่หลุดมาจากตัวสัตว์ ปลิวมาตามลมหรือหล่นลงมาจากกิ่งไม้ดอกไม้ด้านบน
          จากการทดสอบ เวลาเห็บหรือแมงแดงปีนขึ้นมาโดนยา ก็จะรีบหนีลงพื้นแทบไม่ทัน แล้วลงไปตายกับพื้น ส่วนพวกที่ติดจากใบไม้มาบนเสื้อผ้า ก็แข็งตายอยู่บนเสื้อผ้าตรงที่มาเกาะนั้น
  
        ส่วนพวกตะไคร้หอมป้องกันได้แต่ทาก กันเห็บไม่อยู่  แต่ถ้า หากหาไม่ได้จริงๆ ใช้พวกน้ำมันมวยสำหรับนักกีฬาพอทดแทนได้ ทาทั่วตัว และบริเวณใบหู ทนเหม็นหน่อย แต่ก็ปลอดภัยไว้ก่อน
          permethrin เป็นสารเคมีที่พัฒนามาจากสาร pyrethrins ในดอก pyrethrum (เบญจมาศญี่ปุ่น) เพื่อให้ทนทานต่อความชื้นและแสงแดด ฉีดครั้งหนึ่งป้องกันได้เกือบเดือน ส่วน pyrethrins ธรรมชาติสลายตัวเร็วไม่เกิน 24 ชม. ดังนั้นใครที่กลัวสารเคมีตกค้าง ก็ซื้อสารสกัดจากดอก pyrethrum มาใช้แทน
      ในการเดินป่าหน้าหนาวนั้น การเดิน ให้สังเกตดงที่มีต้นหญ้าต้นเฟิร์นแห้งๆสีเหลืองๆ ชายป่าติดกับที่แล้งๆ สถานที่เหล่านี้ คือดงของพวกมัน ให้เดินเลี่ยงเสีย อย่าลุยเข้าไป เดินเลียบริมน้ำก็จะไม่ค่อยพบพวกมัน ระวังอย่าเดินบนไม้ล้มผุๆ เป็นแหล่งอาศัยของเห็บ
         การนอนในป่า ก็ให้อยู่ห่างสถานที่เหล่านี้ นอนบนก้อนหินโล่งๆใกล้ๆน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าต้องกางเต็นท์ ถ้าเพื่อนแย่งที่นอนไปแล้ว ให้เดินหาก้อนหินใหม่ริมน้ำห่างออกไป ถ้าไม่มีจริงๆ ให้ผูกเปล พยายามอยู่ติดน้ำเข้าไว้ และ ยืนบนก้อนหิน หรือที่กวาดใบไม้ออกแล้ว อย่ายืนบนใบไม้ เพราะพวกนี้ซ่อนอยู่ใต้ใบไม้ ใช้เต็นท์มุ้งถี่แมงแดงจะลอดเข้ามาแทบไม่ได้ และถ้าเลือกได้ให้ใช้สีขาวจะมองเห็นง่าย ก่อนเข้าหรือออกจากเต็นท์ให้สังเกตมุ้งให้ดีว่ามีตัวอะไรมาเกาะหรือไม่
        - นอนก่อนค่ำ ปูผ้าพลาสติกสีขาวแล้วลองนั่งสังเกตว่าตัวอะไรไต่เข้ามาหรือไม่ ควรใช้สีขาวจะทำให้สังเกตได้ง่าย
        - ใส่ถุงเท้า และถุงกันทาก แล้วพ่นยาเสมอถึงแม้ว่าจะอยู่ที่พักแล้ว เปลี่ยนตอนนอนเท่านั้น  เสื้อผ้าควรเน้นสีขาวจะมองเห็นพวกมันได้ง่าย

          เมื่อ ถึงที่พักอย่ารีบอาบน้ำ เพราะเห็บไรที่เกาะอยู่อาจแพ้สบู่หรือถ้าแช่นานพวกมันอาจสำลักน้ำแล้วคายพิษ ออกมา ให้ถอดเสื้อผ้าออกสำรวจร่างกายให้ทั่ว หากพบเห็บหรือแมงแดงให้ถอดเสื้อผ้าไปแช่น้ำหรือรมควัน แล้วสำรวจร่างกาย หากพบไม่มากให้ใช้เล็บขูดออก หรือใช้แหนบหัวเฉียงดึง เพราะมันตัวเล็ก แหนบหัวตรงอาจคีบไม่โดน แมงแดงเกาะจะคล้ายๆกับขี้แมงวัน แต่เงาสะท้อนแสงไฟ เช่นเดียวกับเห็บที่ตัวใหญ่กว่า อาจพกแว่นขยายไปส่องด้วย ถ้าโดนเกาะเยอะมาก ให้ฉีดยา(ยังไม่ได้ทดลองว่ายาอะไรที่ไม่อันตรายต่อร่างกาย) แต่เคยฉีด permethrin 1% แล้วพวกมันร่วงหมด
          หลังจากโดนแมงแดงกัดแล้วจะเป็นตุ่ม แดงๆคล้ายยุงกัด อย่าเข้าใจผิดว่าแพ้พืชหรือแพ้น้ำ ถ้าไม่มีจุดตรงกลางแสดงว่ามันหลุดไปแล้วตอนอาบน้ำฟอกสบู่ เวลาคันห้ามเกา เพราะจะทำให้น้ำเหลืองใหล แล้วจะคันอยู่อย่างนั้นเป็นเดือน และเมื่อหายแล้วจะกลายเป็นแผลเป็นรอยดำ เมื่อรู้ว่าโดนกัด ให้กินยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน เมื่อไม่เกาแผลจะหายเร็วขึ้น ยาแก้แพ้เช่น citirizine ออกฤทธิ์นานและไม่ง่วง กินเม็ดเดียวก่อนนอนอยู่ได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องตื่นมาคันตอนดึกเหมือนคลอเฟนิรามีนที่มีฤทธิ์แค่ 4-6 ชม. ถ้ายังคันอยู่ให้ทายาแก้คันพวกสเตอรอยด์ ถ้าใช้อย่างอ่อนพวก prednisolone แล้วยังคันอยู่ ให้ใช้อย่างแรงคือ dermovate ตอนนอนให้พกติดตัวไว้ หากตื่นมาคันก็ทายาแล้วนอนต่อได้โดยไม่ต้องนอนเกาทั้งคืน เวลาเข้าป่าจึงควรพกยาแก้แพ้และยาทาแก้คันไปด้วย

เห็บตัวใหญ่ ที่เกาะบริเวณใบหูของกวางป่า


กลุ่มเห็บตัวเล็กๆ หรือแมงแดง ซ่อนอยู่หลังใบไม้

ภาพขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์

เทคนิคการเตรียมอาหารการกิน


เทคนิคการเตรียมอาหารการกิน
กองทัพเดินด้วยท้อง นักเดินทางทุกคนก็ไม่พ้นกฏเกณฑ์ในเรื่องเหล่านี้ในสภาพความเป็มจริงของนัก เดินป่าก็ย่อมรู้กันเป็นอย่างดี ความหิวไม่เคยปราณีใคร แต่การเที่ยวป่าก็มีข้อจำกัดในตัวมันเอง ที่ทำให้นักเดินทางรู้ดีว่าไม่สามารถนำอาหารไปได้ตามที่ใจปรารถนาได้ ทุกอย่าง ถึงแม้จะมีการว่าจ้างลูกหาบ เพราะลูกหาบก็เป็นคนเหมือนกับเรา ถึงจะแบกน้ำหนักได้มากกว่าแต่ก็ใช่ว่าจะแบกโดยไร้ขีดจำกัด ยกเว้นยอมจ้างลูกหาบจำนวนมาก ซึ่งก็ดูไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงนัก หากจะนำสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันเข้าไปด้วย จนแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือบ้านอะไรคือป่า
     หากทำใจรับสภาพกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ไม่ได้ ก็ขอแนะนำให้นอนอยู่กับบ้านเฉย ๆ ดีกว่า ถึงแม้ว่าปากท้องจะเป็นสิ่งสำคัญทำให้เรามีเรี่ยวแรงในการเดินทาง แต่ก็ไม่สำคัญเท่าการไปฝืนกฎเกณฑ์ในธรรมชาติมากเกินไป
การเตรียมความพร้อมในด้านอาหารสามารถแบ่งความพร้อมออกได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ
1. อาหารหนัก
2. อาหารเบา
3. อาหารเสริม พวกเครื่องบำรุงการเตรียมเรื่องอาหารการานในการเดินป่าไม่มีข้อบังคับอะไร ตายตัว ส่วนใหญ่จะเน้นอาหารที่มีน้ำหนักเบาเป็นหลัก แต่ก็ไม่ถึงกับว่าตลอดการเดินทางต้องกินแต่อาหารสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว
     พวกผักหรืออาหารสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ ก็สามารถเอาไปได้ โดยใช้วิธีรวนเค็มจะเป็นวิธีที่เก็บมันได้นานที่สุด นอกเหนือไปจากการตากแห้ง แต่ถ้าจ้างเขาทำก็คงไม่มีสิทธิ์เลือก คนนำทางหรือลูกหาบขึ้นเขาหลวงเขาจะรับเหมาทำอาหารด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะได้กินแต่วิญญาณเนื้อสัตว์หรือพวกผักต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว เท่าที่เคยใช้บริการเขาก็เพียบพร้อมพอสมควร แต่จะให้เหมือนไปซื้อเองก็คงเป็นไปไม่ได้
อาหารหนัก
     อาหารหนัก หรือ อาหารหลัก ในส่วนนี้หนีไม่พ้นพวกกับข้าวอาหารเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นอกเหนือจากพวกอาหารแห้ง เช่นเดียวกันผักควรจะเป็นพวกผักประเภทที่ทนเป็นพิเศษ เช่น ถั่วฝักยาว หรือ กะหล่ำปลี อาจจะเป็นผักที่ค่อนข้างหนัก แต่ความทนทานของมันสูง ที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็นน้ำพริกต่าง ๆ มันจะช่วยให้ อาหารมื้อนั้นอร่อยขึ้นได้ไม่น้อยตามพื้นฐานนิสัยของคนไทยที่ขาดน้ำพริกไม่ ค่อยได้
อาหารเบา
      อาหารเบาในบางครั้งอาหารเบาหรือของว่างก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากลุ่ม อาหารหลัก เนื่องจากมันช่วยเราระหว่างการเดินทางได้มาก อย่างน้อยมันก็เข้ากระตุ้นต่อมกำลังใจให้กัดฟันสู้ต่อไป
      อาหารในส่วนที่ได้รับความนิยม คือ อาหารจำพวกของขบเคี้ยว ลูกอม ผลไม้ดอง หรือแม้กระทั่งผลไม้ในธรรมชาติเช่นลูกสมอเป็นต้น สิ่งที่ทำให้มันได้รับความนิยมนอกจากการประทังความหิวแล้ว น้ำหนักของมันเบา พกพาได้สะดวกโดยตัวเราเอง
อาหารเสริม
      อาหารเสริม บางคนอาจมองว่าไม่มีความจำเป็น แต่เป็นที่ยอมรับกันว่า การเดินป่าบนเส้นทางที่สูงชัน ร่างกายจะเสียเหงื่อค่อนข้างมาก อาหารเสริมในความหมายคือ เครื่องดื่มพวกเกลือแร่หรือกลูโคสชนิดต่าง ๆ ที่จะช่วยให้สภาพร่างกายความสดชื่นคืนกลับมาในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งก็คงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน บางคนอาจใช้สิ่งที่มีอยู่ในร่างกายทดแทน การพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นวิธีการคลายเครียดและดึงความสดชื่นกลับคืนมา โดยธรรมชาติ แต่บอกได้เลยว่าสภาพความเป็นจริงบางครั้งมันก็ไม่เพียงพอกับความสดชื่นที่ สูญเสียไป หารเราต้องการให้ร่างกายฟื้นคืนสภาพในเวลารวดเร็ว
      พวกเครื่องบำรุงการเตรียมเรื่องอาหารการานในการเดินป่าไม่มีข้อบังคับอะไร ตายตัว ส่วนใหญ่จะเน้นอาหารที่มีน้ำหนักเบาเป็นหลัก แต่ก็ไม่ถึงกับว่าตลอดการเดินทางต้องกินแต่อาหารสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว
นอกจากพวกเกลือแร่หรือกลูโคสชนิดต่าง ๆ แล้ว ยังมียาคลายกล้ามเนื้ออีกชนิดหนึ่ง หรืออาจใช้ยานวดแทนก็ได้

ยาที่ต้องพกติดตัวเวลาเดินป่า


 ยาที่ต้องพกติดตัวเวลาเดินป่า

 1. ยาช่วยหยุดถ่าย ได้แก่ Imodium เป็นยาหลัก เมื่อก่อนอาจจะได้ยิน romotil กัน แต่ตามร้านยาจะไม่มีขาย เนื่องจาก เป็นยาเสพติดได้ด้วย ในกรณีต้องเดินทาง ไม่สะดวกเข้าห้องน้ำก็ควรจะทานเพื่อให้หยุด (แต่ควรทานร่วมกับยาฆ่าเชื้อด้วย) แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำ อาจทานยาฆ่าเชื้ออย่างเดียว
2. ยาฆ่าเชื้อ ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ทานยากลุ่มนี้เป็นหลัก เพื่อรักษาที่สาเหตุมากกว่า ได้แก่ norfloxacin,Ciprofloxacin (วิธีทานส่วนใหญ่จะ 1 เม็ดวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น) ที่สำคัญของการทานยาฆ่าเชื้อ คือ ควรทานให้หมดแผง ถึงแม้ว่าจะหายแล้วก็ตาม
3. ยาช่วยดูดซับสารพิษและแก๊สที่เกิดในท้อง ได้แก่ ultracarbon,charcol กลุ่มนี้จะช่วยให้อุจจาระเป็นก้อนมากขึ้น และ ช่วยดูดซับสารพิษออกจากร่างกาย ผู้ใหญ่ทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร
4.ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน กลุ่มนี้แก้ตามอาการ เนื่องจาก การท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ มักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ได้แก่ motilium-m ทานวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
ถ้าหายแล้วก็หยุดทานได้
5. ยาแก้ปวดท้อง ในกรณีที่มีอาการปวดท้องร่วมด้วยให้ทานยากลุ่มนี้ร่วมไปได้ แต่ปกติ ถ้าทานยาฆ่าเชื้อ อาการปวดท้อง มักจะหายไปเอง ถ้าปวดไม่มาก ก็ไม่ต้องทานก็ได้ ได้แก่ Buscopan ทาน 1 เม็ดวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
6.ยาลดไข้ บางคนอาจจะมีอาการไข้ ร่วมด้วย ให้ทานยา paracetamol 500 mg ร่วมด้วยได้
7.เกลือแร่ ORS ให้ทานได้ในกรณีที่มีอาการเพลียร่วมด้วย
ระหว่างที่ท้องเสียอยู่ ไม่ควรทานของย่อยยาก อาหารรสจัด เพราะอาจจะทำให้เป็นมากขึ้น หรือ หายช้าลง
ถ้าอาการหนัก ทานยาแล้ว 2-3 วันไม่ดีขึ้น หรือไข้สูงมากจนเพ้อ ให้ไปพบแพทย์ หรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดดีกว่า ...VFull Edit